http://www.sasook.org
Engine by iGetWeb.com
 
 ส่ง 18 แฟ้ม E - Office รายงานกิจกรรม55JHCISผู้ป่วย DHF สปสชบสต ยาเสพติด เว็บบอร์ด ติดต่อเรา

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

จดหมายข่าว

อีเมล์

กิจกรรม 5ส

การเมืองการปกครอง

ชมรมจริยธรรม

งาน IT

ทำเนียบหน่วยงาน

กีฬา

สุขภาพอนามัย

ก่อนตกเป็นเหยื่อของบุหรี่
รักษาโรคแบบมนุษย์กับมนุษย์
เตือนบอลโลก
ระวังสถานการณ์ไข้เลือดออกระบาด
คนไทยสอบตกเรื่องผักผลไม้
ผลสำรวจไข้หวัดใหญ่2009
นักวิจัยอหิวาห์ตกโรค
โฆษณาเกินจริง
ปรับเปลี่ยนระบบจัดส่งวัคซีน
เลือกรองเท้าอย่างไร
ลูกติดเว็บโป๊ทำอย่างไรดี
ระวัง "ตาติดเชื้อ" ในวันเปียกน้ำ!
ลูกอมนมโต
ช่วง “มีเมนส์” : ข้อเท็จจริงคุณผู้หญิงต้องรู้
สอนลูกดูโทรทัศน์อย่างไรไม่ตกเป็นเหยื่อ
สะอาดเกินไปเป็นผลร้ายต่อลูกคุณ
เช็คเบาหวานก่อนถูกตัดเท้า
ไข้เลือดออก-อหิวาห์ เข้มอีก
ยิ่งใหญ่ ยิ่งยาว ดีจริงเหรอ
ปัญหา สปสช จาก manager.co.th
ผลิตสมุนไพรช่วยน้ำท่วม
โรคภูมิแพ้จากเซ็กซ์
ทิฐิ กับ คนรัก ทำอย่างไร
3 วิธียืดกล้ามเนื้อคลายเครียด
รู้เตรียม รู้ระวัง รู้สะอาด
พืชผักที่มีสรรพคุณต่อการรักษา
มีเซ็กซ์ดีอย่างไร
เซ็กซ์ช่วงไหนไม่ปลอดภัย
สาธารณสุข ลุย สปาเสียว

วาระการประชุม

แบบสำรวจ

คนนอกใช้แอบใช้สำนักงานในเวลานอกราชการ
พวกนี้เห็นแก่ตัว ตั้งค่าชั่วโมงร้านเน็ตแค่ 15 บาท
ค่าน้ำค่าไฟอุปกรณ์สำนักงานของหลวงทั้งนั้น
ก็แม่บ้านเปิดให้เข้ามานี่ ใครจะกล้าถ้าไม่เปิดให้
ก็ลูกหลานเจ้าหน้าที่กับญาติแม่บ้านใครจะกล้าว่าล่ะ
ทำทุกอย่างแก้ปัญหาแบบถูกต้องดีกว่าถูกใจนะ
บอกกล่าวด้วยวาจาแล้วไม่ได้ผล ก็บุกรุกสถานที่ไปเลย
 

สถิติ

เปิดเว็บ08/02/2010
อัพเดท17/04/2012
ผู้เข้าชม133,083
เปิดเพจ172,242

ปัญหา สปสช จาก manager.co.th

ที่มา http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9550000013004
สผพท.เผย บัตรทองยังมีปัญหาหลายจุด หลังหลาย ปท.เข้าใจผิด คิดว่าควรนำเป็นต้นแบบ ชี้ การจัดซื้อยา-อุปกรณ์ยังมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา ประธานสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย (สผพท.) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากการประชุมวิชาการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล (Prince Mahidol Awards Conference) ที่มีประเทศต่างๆ มาประชุม 40 ประเทศ และมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ได้ตกลงที่จะให้เงินสนับสนุน เพื่อให้ประเทศไทย ดำเนินการสร้างศูนย์ความร่วมมือกับกลุ่มประเทศต่างๆ ในการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้กับประชาชน โดยที่คิดว่าประเทศไทยเป็นต้นแบบที่ดีในการสร้างหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยที่ประชาชนได้รับการรักษาที่จำเป็น และงบประมาณไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมายจนเป็นภาระในระยะยาว

นับว่า การประชุมนี้ ประเทศไทยได้ทำให้หลายประเทศเข้าใจผิดว่าไทยประสบความสำเร็จในการสร้างหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จนถึงกับจะให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ของต่างประเทศ ก็นับว่าประเทศไทยได้รับชื่อเสียงและความชื่นชมในระดับหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีปัญหาอีกมากมายที่จะต้องแก้ไขในระบบหลักประกันสุขภาพของไทยดังนี้

1.งบประมาณไม่เพียงพอต่อการจัดบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐาน
2.มีการโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนเชื่อเกินจริง ว่า จะได้รับการรักษาทุกโรค แต่ความจริงแล้วมีการจำกัดเรื่องการใช้ยาและการรักษาหลายอย่าง ซึ่งเป็นผลเสียต่อสุขภาพประชาชน เช่น การล้างไตทางหน้าท้อง เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคและเป็นสาเหตุให้ตายเนื่องจากการติดเชื้อ การกำหนดยาขั้นต่ำในการรักษามะเร็ง ทำให้รักษาไม่หาย

3.สปสช.แบ่งเงินงบประมาณไปทำโครงการรักษาโรคเองโดยที่ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของสปสช.ทำให้ประชาชนที่ป่วยจากอาการอื่นนอกเหนือโครงการนี้ต้องเสียประโยชน์ในการที่จะได้รับการรักษาการเจ็บป่วยตามมาตรฐาน
4.สปสช.จ่ายเงินให้โรงพยาบาลน้อยกว่างบประมาณที่รัฐบาลกำหนด ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์จากงบประมาณที่น้อยกว่างบประมาณจริงที่ควรได้รับ

5.สปสช.อ้างว่า เป็นผู้เจรจาซื้อยาและเครื่องมือแพทย์ในจำนวนมากจะช่วยให้ราคาถูกลง แต่ของราคาถูกบางอย่างก็ไม่สามารถใช้ได้อย่างเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน เช่น สเต็นท์ ที่ซื้อมาป็นจำนวนมาก หรือของราคาถูกบางอย่างก็อาจะกลายเป็นผลเสียแก่ผู้ป่วย เช่น เล็นส์แก้วตาเทียมที่อ้างว่าซื้อถูกๆ และเนื่องจากเลนส์มีราคาถูกจึงเป็นผลเสียต่อผู้ป่วย คือ ใช้ไปเพียง 4-5 ปี ก็ต้องมาผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ใหม่ ในขณะที่เลนส์คุณภาพดีมีมาตรฐานราคาอาจแพงกว่า แต่ใช้ได้ตลอดไป ไม่ต้องมาผ่าตัดเปลี่ยนใหม่ ประชาชนไม่ต้องลำบากมาผ่าตัดหลายครั้ง เป็นผลเสียต่อประชาชน

ฉะนั้น การที่ สปสช.รวบอำนาจในการซื้อยาและเครื่องมือแพทย์เอง ก็เพราะมีช่องทางที่จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทน ถือว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ใช่เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้ประชาชน

ทั้งนี้ นายแพทย์ ไพจิตร วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีฐานะเป็นกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในกระทรวงสาธารณสุข ก็ไม่มีบทบาทใดๆ ในการที่จะสะท้อนความจริงดังกล่าวข้างต้น เพื่อจะได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาของโรงพยาบาลและหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข กลับปล่อยให้แพทย์ผู้ปฏิบัติงานต้องรวมตัวกันออกมาสะท้อนปัญหาทั้งหลายเหล่านี้ และเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาของผู้ปฏิบัติงาน แต่นพ.ไพจิตร ในฐานะปลัดกระทรวงและกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็มิได้ดำเนินการแก้ไขหรือเสนอข้อแก้ไขใดๆทั้งสิ้น

จึงเห็นว่า นพ.ไพจิตร วราชิต บกพร่องต่อการปฏิบัติงานทั้งในตำแหน่งปลัดกระทรวงและตำแหน่งกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และต้องถามหาความรับผิดชอบของนายวิทยา บุรณะศิริ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ว่าเหตุใดจึงไม่สั่งการให้นพ.ไพจิตร วราชิต แก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น

นอกจากข้อบกพร่องของ สปสช.ดังกล่าวแล้ว จากผลการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินยังได้ชี้ประเด็นความผิดของ สปสช.ดังนี้

1.การใช้งบประมาณไม่ถูกต้องและไม่ประหยัด
1.1 การปรับขึ้นเงินเดือนของเลขาธิการสปสช.จาก เดือนละ 171.6000 บาทและเงินประจำตำแห่งเดือนละ 42,900 บาท เป็นเงินเดือนๆละ 200,000 บาทและเงินประจำตำแหน่งเดือนละ 50,000 บาท ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.55 ไม่เป็นไปตามมติครม.
1.2 การจ่ายค่าเบี้ยประชุมคณะอนุกรรมการไม่เป็นไปตามมติครม. โดยสปสช.ให้ค่าตอบแทนเหมาจ่ายรายเดือน โดยประธานอนุกรรมการได้เดือนละ 20.000 บาท และอนุกรรมการได้เดือนละ 16,000 บาทซึ่งสูงกว่าที่ครม.กำหนดไว้โดยประธานอนุฯไม่เกินเดือนละ 7,500 บาท และอนุฯไม่เกินเดือนละ 6,000 บาท ซึ่งนับจากวันที่ ครม.มีมติเมื่อวันที่ 7 ก.ย.2547 ถึงเดือนมี.ค.2553 (ที่ สตง.ตรวจสอบ) สปสช.จ่ายค่าเบี้ยประชุมอนุกรรมการตรวจสอบสูงกว่าที่ ครม.กำหนด ไป 3,105,000.00 บาท
1.3 สปสช.จ่ายเงินโบนัสให้แก่เจ้าหน้าที่และลูกจ้างโดยไม่มีมติของคณะกรรมการ และยังจ่ายเงินให้ลูกจ้างภายนอกสปสช.อีกซึ่งนับว่าไม่ถูกต้องเหมาะสม

1.4 การใช้จ่ายเงินบางรายการไม่ประหยัดและไม่เป็นไปตามประกาศของสปสช.เองได้แก่
1.4.1 ผู้ที่ไม่ใช่ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ หรือรองผู้อำนวยการสำนัก ต่างก็เดินทางโดยเครื่องบิน ทั้งๆ ที่ สปสช.ประกาศให้เฉพาะตำแหน่งดังกล่าวเท่านั้นที่เดินทางโดยเครื่องบินได้
1.4.2 เบิกจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าอาหารในการประชุมซ้ำซ้อน

1.5 การจ้างที่ปรึกษาไม่เหมาะสม กล่าวคือ ต่อสัญญาไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการประเมินผลงาน และจ้างในอัตราที่สูงมาก และยังจ้างอดีตเจ้าหน้าที่ สปสช.มาเป็นที่ปรึกษาอีกด้วย บางรายก็ไม่มีการต่อสัญญาจ้างแต่ก็จ่ายเงินค่าจ้าง ทุกปี
1.5.1 สปสช.จ้างที่ปรึกษาในลักษณะต่อเนื่องและอัตราค่าจ้างค่อนข้างสูง
1.5.2 การจัดทำสัญญาจ้างที่ปรึกษาไม่ครบถ้วน
1.5.3 สปสช.จ้างที่ปรึกษาทำหน้าที่บริหารระดับสูง เช่นเดียวกับเลขาธิการ รองเลขาธิการหรือผู้ช่วยเลขาธิการ ทั้งๆ ที่มีหน่วยงานและผู้ปฏิบัติรับผิดชอบภารกิจเหล่านั้นอยู่แล้ว แต่กำหนดให้ที่ปรึกษาทำงานเต็มเวลาเหมือนเจ้าหน้าที่ สปสช.
1.5.4 เอกสารการประเมินผลการปฏิบัติงานของที่ปรึกษาสำหรับปีงบประมาณ 2551 และ2552 ไม่สมบูรณ์

2.การบริหารพัสดุไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
2.1 การบริหารพัสดุของสปสช. ไม่เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและข้อบังคับที่กำหนดไว้ดังนี้
2.1.1 การบริหารพัสดุของสปสช. ไม่เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
2.1.1.1สปสช.ไม่ได้ส่งแผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้างให้สตง.ภายในเวลาที่กำหนด
2.1.1.2 แผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้างมีรายการไม่ครบถ้วนตามประกาศสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน พบว่าสวปสช.จัดซื้อจัดจ้างจริงมากกว่ารายการตามแผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้างที่ส่งให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถึงร้อยละ 77.8
2.1.2 สปสช.ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติว่าด้วยการพัสดุพ.ศ. 2546 และคู่มือการจัดหาพัสดุ ซึ่งอาจทำให้ซื้อพัสดุในราคาแพง
2.1.3 การให้เลขที่ใบสั่งซื้อไม่ครบทุกรายการ

2.2 การคัดเลือกผู้ขาย/ผู้รับจ้างในการจัดหาโดยวิธีการเปรียบเทียบราคา ด้วยการเปิดประมูลทั่วไปไม่เป็นไปตามระเบียบที่กำหนด ทำให้ในบางกรณีผู้ยื่นซองเสนอราคาต่ำสุดไม่ได้รับคัดเลือกให้เป็นคู่สัญญาโดยการต่อรองราคา ซึ่งเป็นการผิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุพ.ศ. 2535 การที่ สปสช.เรียกผู้เสนอราคามาต่อรองทีละรายตามที่ สปสช.กำหนดขึ้นมาเอง จึงขัดต่อหลักการจัดหาที่โปร่งใสและเป็นธรรม

3.การนำเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐจากการซื้อยาองค์การเภสัชกรรมโดยใช้งบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไปใช้เป็นเงินสวัสดิการเป็นการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม
วิเคราะห์ได้ว่า สปสช.อ้างว่า ซื้อยาจำนวนมากได้ราคาถูกนั้น ความจริงก็คือ สปสช.ได้เงินตอบแทนจากการซื้อยาถึง 189,339,067.38 บาท และสปสช.เอาเงินนี้ไปเป็นสวัสดิการให้บุคลากรของ สปสช.ทั้งๆ ที่เงินนี้ควรนำไปใช้ประโยชน์แก่หน่วยบริการ(โรงพยาบาล) เนื่องจากเป็นการเอางบประมาณเหมาจ่ายรายหัวให้แก่ประชาชน(ที่ต้องส่งให้โรงพยาบาลมาซื้อยา) เพื่อพัฒนาคุณภาพบริการให้ประชาชน
4.การจัดส่วนงานและการกำหนดตำแหน่งงานไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545 โดยเลขาธิการสปสช.ไม่ได้นำเสนอคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพื่อทราบหรือพิจารณาใดๆ

5. ค่าใช้จ่ายบุคลากรไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด และการบรรจุแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ไม่เป็นไปตามคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง (Job Specification) จากการตรวจสอบการบริหารทรัพยากรบุคคลของ สปสช.พบว่าค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรสูงกว่าเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
5.1สปสช.มีค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรสูงเกินกว่าที่ครม.กำหนด โดยค่าใช้จ่ายสูงเกิน 30% ของเงินอุดหนุนประจำปี และค่าใช้จ่ายด้านบุลากรมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจ้างบุคลากรเกินกว่ากรอบอัตรากำลังที่คณะกรรมการกำหนด
5.2มีการบรรจุแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ไท่เป็นไปตามคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง (Job Specification) โดยเฉพาะคุณสมบัติด้านคุณวุฒิการศึกษา ได้แก่ผู้อำนวยการสำนัก ผู้เชี่ยวชาญ และหัวหน้ากลุ่มงาน

6. การใช้จ่ายงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545 พบว่าในปี2552 เลขาธิการสปสช.ได้นำเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในส่วนของงบเหมาจ่ายรายหัวสำหรับบริการผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกจำนวน 95,235,000.00 บาทไปจ่ายให้หน่วยงานอื่นที่มิใช่หน่วยบริการเพื่อดำเนินงานอื่นที่นอกเหนือจากบริการสาธารณสุข วิจารณ์ นี่จึงอาจเป็นสาเหตุสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้โรงพยาบาลได้รับเงินจากสปสช.ไม่เต็มจำนวน จนโรงพยาบาลหลายร้อยแห่งกำลังจะเจ๊ง

7. การบริหารงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติรายการงบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคไม่เป็นไปตามคู่มือที่กำหนด และจัดให้แก่หน่วยงานอื่นที่มิใช่หน่วยบริการตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และยังแบ่งเป็นงบบริหารอีก 10% ( วิจารณ์ ทั้งๆที่สปสช.ได้รับงบบริหารอยู่แล้ว)ทำให้หน่วยบริการได้รับเงินงบประมาณน้อยกว่าที่ควรจะได้รับ
สรุป ระบบหลักประกันสุขภาพไทย ที่ได้ไปคุยโวโอ้อวดว่าประสบความสำเร็จให้ชาวโลกหลงชื่นชมนั้น ยังมีปัญหาข้อบกพร่องอีกมากมาย จากการบริหารงานผิดพลาด การมีผลประโยชน์ทับซ้อนมากมายมหาศาล การทุจริตคอรัปชั่น และการปล่อยปละละเลยของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในยุค พ.ศ. 2545- 2553 ที่ไม่กำกับดูแลการทำงานของเลขาธิการสปสช.

จึงไม่น่าสงสัยว่า ทำไมจึงมีกลุ่มคนอยากเป็นกรรมการ อนุกรรมการ และบุคลากรของสปสช.กันอย่างมากมาย เพราะกำหนดค่าตอบแทนสูงๆและขึ้นค่าตอบแทนกันเอง พอไม่ได้รับเลือกเป็นกรรมการและอนุกรรมการใหม่จึงออกมาบิดเบือนใส่ร้ายป้ายสีว่ามีคนจ้องจะล้มหลักประกันสุขภาพ และชักจูงให้ประชาชนหลงเชื่อว่าประชาชนจะไม่ได้รับการรักษาเหมือนเดิม

ทั้งนี้ข้อบกพร่องของเลขาธิการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ.ได้รับการท้วงติงและข้อเสนอแนะจากสตง.นานแล้ว แต่ยังไม่มีการแก้ไขแต่อย่างใด

จึงต้องถามหาความรับผิดชอบของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่มีนายวิทยา บุรณะศิริ เป็นประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดังนี้
1.ได้ดำเนินการยุติการกระทำมิชอบของเลขาธิการสปสช.แล้วหรือไม่ อย่างไร
2.ได้ดำเนินการสอบสวนและลงโทษเลขาธิการสปสช.และเรียกเงินงบประมาณแผ่นดินที่ใช้ผิดประเภท หรือผิดกฎหมายต่างๆ กลับคืนหรือไม่ อย่างไร?
3.ถ้านายวิทยายังไม่ดำเนินการใดๆ ถือว่าละเว้นหน้าที่ มีความผิดอาญาม. 157หรือไม่ และครม.จะดำเนินการตรวจสอบนายวิทยาหรือไม่? อย่างไร? และเมื่อใด

Tags: สปสช

นาฬิกา

Alternative content

ปฎิทิน

« May 2012»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  
 หน้าแรก ดาวน์โหลด แชทรูม บทความ เว็บบอร์ด รวมรูปภาพ ติดต่อเรา